เครื่องคำนวณกำไรขาดทุน XAU/USD
คำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากจุดเข้าและจุดออกของทองคำ พร้อมแสดงจำนวน pip ที่เคลื่อนไหว
วิธีใช้งาน
เครื่องมือนี้รับราคาเข้าและราคาออก พร้อมขนาดสัญญาเป็น lot แล้วคำนวณผลต่างเป็น pip และมูลค่าเป็นเงินบาท โดยอิงขนาด 1 lot = 100 ออนซ์ และ 1 pip = 0.01 ผลลัพธ์จะกลับเครื่องหมายอัตโนมัติหากคุณเปิดสถานะขาย
เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง
เครื่องคำนวณนี้ตอบอะไร และเมื่อใดที่เทรดเดอร์ในไทยต้องใช้
เครื่องคำนวณนี้ให้คำตอบทันทีว่ากำไรหรือขาดทุนสุทธิจากคำสั่งซื้อขายทองคำของคุณเป็นเท่าไร เมื่อทราบราคาเข้าและราคาออก พร้อมทั้งแสดงจำนวน pip ที่ราคาเคลื่อนไหว สำหรับเทรดเดอร์ในไทยที่ต้องตัดสินใจจากหน้าจอมือถือ การคำนวณที่รวดเร็วช่วยให้ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ก่อนกดปุ่มส่งคำสั่ง
คุณจะใช้เครื่องนี้เมื่อต้องการปิดออเดอร์บางส่วน หรือเมื่อราคาทองคำผันผวนระหว่างวันและคุณต้องรู้ว่ากำไรขาดทุน ณ ขณะนั้นเป็นกี่บาท โดยเฉพาะเมื่อเทรดผ่านแพลตฟอร์มที่แสดงผลเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การแปลงเป็นบาทช่วยให้เห็นภาพความเสี่ยงต่อพอร์ตในสกุลเงินท้องถิ่น
สถานการณ์ทั่วไปคือหลังประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ราคา XAU/USD มักแกว่งแรง เทรดเดอร์ที่ถือสถานะข้ามคืนหรือระหว่างวันสามารถใช้เครื่องนี้ประเมินจุดคุ้มทุนและตัดสินใจตั้งคำสั่ง stop loss หรือ take profit ได้อย่างมีเหตุผล
สูตรคำนวณกำไรขาดทุนแบบเข้าใจง่าย
สูตรพื้นฐานคือ กำไร/ขาดทุน = (ราคาออก − ราคาเข้า) × ขนาดสัญญา × จำนวน lot โดยผลลัพธ์เป็นดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB เพื่อแปลงเป็นบาท สำหรับ XAU/USD ขนาดสัญญามาตรฐาน 1 lot เท่ากับ 100 ออนซ์ และ 1 pip เท่ากับ 0.01 ดังนั้น มูลค่า 1 pip ต่อ 1 lot = 0.01 × 100 = 1 ดอลลาร์สหรัฐ
การคำนวณจำนวน pip ใช้สูตร pip = (ราคาออก − ราคาเข้า) / 0.01 ตัวอย่างเช่น หากราคาเคลื่อนจาก 4275.00 เป็น 4276.50 จะได้ pip = (4276.50 − 4275.00) / 0.01 = 150 pip มูลค่ากำไร = 150 × 1 ดอลลาร์ = 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 lot
สำหรับสถานะขาย (short) ให้สลับลำดับเป็น (ราคาเข้า − ราคาออก) แทน เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นบวกเมื่อได้กำไรและเป็นลบเมื่อขาดทุน เครื่องคำนวณจะจัดการเครื่องหมายให้อัตโนมัติตามทิศทางที่คุณระบุ
ตัวอย่างการคำนวณทองคำ XAU/USD ทีละขั้นตอน
สมมติเทรดเดอร์ในไทยเปิดสถานะซื้อ (long) ทองคำ 0.10 lot ที่ราคาเข้า 4275.00 และปิดที่ราคา 4278.50 ใช้ขนาดสัญญา 1 lot = 100 ออนซ์ และ 1 pip = 0.01 คำนวณ pip ก่อน: (4278.50 − 4275.00) / 0.01 = 350 pip
จากนั้นคำนวณกำไรเป็นดอลลาร์: 350 pip × 0.10 lot × 1 ดอลลาร์ต่อ pip ต่อ lot = 35 ดอลลาร์สหรัฐ หากอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB อยู่ที่ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ กำไรเป็นเงินบาท = 35 × 36 = 1,260 บาท
ในทางกลับกัน หากเปิดสถานะขาย (short) ที่ 4275.00 และราคาขึ้นไปที่ 4278.50 จะขาดทุน 350 pip คิดเป็น −35 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ −1,260 บาท ตัวอย่างนี้ไม่รวมค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่า swap ซึ่งขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีอ่านผลลัพธ์ให้ถูกต้อง
ข้อผิดพลาดแรกคือการสับสนระหว่างจุดทศนิยมของ pip กับ point โปรดจำไว้ว่าในเครื่องนี้ 1 pip = 0.01 สำหรับ XAU/USD ไม่ใช่ 0.1 หรือ 0.001 การป้อนราคาผิดเพียงหลักเดียวทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนถึงสิบเท่า
ข้อผิดพลาดที่สองคือการไม่คำนึงถึงต้นทุนการเทรด เช่น สเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่า swap ต้นทุนเหล่านี้หักออกจากกำไรจริง หรือเพิ่มเข้าไปในขาดทุนจริง เครื่องคำนวณนี้ให้เฉพาะกำไรขาดทุนจากราคาเท่านั้น ไม่รวมต้นทุนอื่น
วิธีอ่านผลลัพธ์ที่ถูกต้องคือพิจารณาทั้งจำนวน pip และมูลค่าเงินบาท โดย pip บอกขนาดการเคลื่อนไหวของราคา ส่วนเงินบาทบอกผลกระทบต่อพอร์ตของคุณ ควรตรวจสอบทิศทางสถานะ (ซื้อ/ขาย) ทุกครั้ง และใช้ตัวเลขนี้เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนเปิดออเดอร์ ไม่ใช่เพื่อการันตีผลตอบแทน
ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในผลลัพธ์: ส่วนต่างราคาแรกเข้าและค่าธรรมเนียมข้ามคืน
ผลลัพธ์จากเครื่องคำนวณกำไรจะไม่ใช่กำไรสุทธิจนกว่าจะหักต้นทุนสองอย่างออกก่อนเสมอ: ส่วนต่างราคาแรกเข้า (spread) ที่จ่ายทันทีเมื่อเปิดออเดอร์ และค่าธรรมเนียมข้ามคืน (swap) ที่สะสมทุกคืนหากถือสถานะข้ามเวลาเที่ยงคืนตามเวลาเซิร์ฟเวอร์ ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุเป็นตัวเลขตายตัวในเครื่องคำนวณพื้นฐาน เพราะ spread ของทองคำ XAU/USD เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องของตลาดและช่วงเวลาเปิดทำการ ส่วน swap ก็ขึ้นอยู่กับทิศทางของออเดอร์ (ซื้อหรือขาย) อัตราดอกเบี้ยของสกุลเงิน และนโยบายของโบรกเกอร์ในแต่ละวัน
spread คือผลต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (bid) และราคาเสนอขาย (ask) ที่โบรกเกอร์เสนอให้กับเทรดเดอร์ สำหรับทองคำ XAU/USD ราคาอ้างอิงประมาณ 4275.0 ต่อออนซ์ แต่ spread ที่แท้จริงจะกว้างหรือแคบขึ้นกับช่วงเวลาที่เทรด ตัวอย่างเช่น ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกันมักมีสภาพคล่องสูงและ spread แคบกว่า แต่ช่วงดึกตามเวลาไทยหรือช่วงประกาศข่าวสำคัญ spread อาจขยายตัวชั่วคราว เครื่องคำนวณกำไรขั้นต้นมักใช้ราคาปิดกลางหรือราคาเดียวในการคำนวณ จึงไม่เห็นผลกระทบของ spread ต่อจุดเข้าซื้อจริง เทรดเดอร์ที่ใช้มือถือตรวจสอบออเดอร์ควรเผื่อส่วนต่างนี้ไว้ในใจเสมอ โดยเฉพาะเมื่อตั้งคำสั่ง pending order หรือ stop loss ในช่วงที่ตลาดผันผวน
swap หรือค่าธรรมเนียมข้ามคืนคือค่าปรับที่เกิดขึ้นเมื่อถือสถานะทองคำ XAU/USD ข้ามเวลาเที่ยงคืนตามเวลาของเซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์ ซึ่งโดยทั่วไปคือ 22:00 หรือ 23:00 ตามเวลาไทย ค่า swap ไม่ใช่ตัวเลขคงที่ แต่คำนวณจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสกุลเงินที่เกี่ยวข้องและค่าบริการของโบรกเกอร์ ออเดอร์ซื้อ (long) อาจได้เครดิตหรือถูกหักแตกต่างจากออเดอร์ขาย (short) ขึ้นอยู่กับทิศทางของดอกเบี้ยในขณะนั้น สำหรับเทรดเดอร์ที่ถือทองคำระยะสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง swap แทบไม่มีผล แต่สำหรับผู้ที่ถือข้ามคืนหลายวัน ค่าใช้จ่ายนี้สะสมจนอาจเปลี่ยนจากกำไรเป็นขาดทุนได้ การตรวจสอบอัตรา swap ปัจจุบันจากแพลตฟอร์ม MT4, MT5 หรือ cTrader ของ FxPro ก่อนถือข้ามคืนจึงเป็นนิสัยที่จำเป็น
ผลลัพธ์ขั้นต้นกับผลลัพธ์สุทธิ: ตัวเลขไหนคือเงินเข้าบัญชีจริง
ผลลัพธ์ขั้นต้น (gross result) จากเครื่องคำนวณคือกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากส่วนต่างของราคาเข้าและราคาออก คูณกับขนาดสัญญา โดยยังไม่หักต้นทุนใด ๆ ส่วนผลลัพธ์สุทธิ (net result) คือตัวเลขที่เหลือหลังจากหัก spread ที่จ่ายตอนเปิดออเดอร์ swap ที่สะสมระหว่างถือสถานะ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ เงินที่เข้าบัญชีซื้อขายจริงคือผลลัพธ์สุทธิเท่านั้น นักเทรดมือถือที่ดูเฉพาะกำไรขั้นต้นอาจเข้าใจผิดว่าตนเองทำกำไรได้มากกว่าความเป็นจริง และตัดสินใจเพิ่มขนาดออเดอร์โดยไม่เผื่อต้นทุนเหล่านี้ไว้
ความแตกต่างระหว่างตัวเลขสองค่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งกับทองคำ XAU/USD เพราะทองคำมีขนาดสัญญา 100 ออนซ์ต่อ 1 ล็อต และมูลค่าต่อ 1 pip เท่ากับ 0.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหมายความว่าการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของราคาก็สร้างกำไรหรือขาดทุนเป็นตัวเงินหลายดอลลาร์ต่อล็อต หาก spread ขณะเปิดออเดอร์กว้างผิดปกติ เช่น ช่วงตลาดปิดหรือช่วงข่าวสำคัญ ต้นทุนแรกเข้าอาจกินกำไรส่วนหนึ่งไปทันที การใช้เครื่องคำนวณที่ให้ผลลัพธ์ขั้นต้นเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เทรดเดอร์ควรตรวจสอบ spread ปัจจุบันจากแพลตฟอร์มและนำมาลบออกจากผลลัพธ์ขั้นต้นด้วยตนเอง หรือเลือกใช้เครื่องคำนวณที่รวมต้นทุนเหล่านี้ไว้แล้ว
ตัวอย่างเชิงตัวเลขที่แสดงให้เห็นภาพ: สมมติเทรดเดอร์เปิดออเดอร์ซื้อทองคำ 0.10 ล็อตที่ราคา 4275.0 และปิดที่ราคา 4280.0 กำไรขั้นต้นจากส่วนต่าง 5.0 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คูณ 10 ออนซ์ (0.10 ล็อต) เท่ากับ 50 ดอลลาร์ แต่ถ้า spread ตอนเปิดออเดอร์เท่ากับ 0.3 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต้นทุนแรกเข้าคือ 3 ดอลลาร์ และถ้าถือข้ามคืนหนึ่งคืนโดยมี swap ติดลบ 1.5 ดอลลาร์ต่อคืน กำไรสุทธิจะเหลือ 45.5 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ปรากฏในบัญชีจริง การคำนวณกำไรสุทธิด้วยตนเองแบบนี้บนมือถืออาจยุ่งยาก แต่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจขนาดออเดอร์และจุดทำกำไรที่สมเหตุสมผล
ความคาดหวังระยะยาว: ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนต่อการเทรดหลายครั้งสำคัญกว่าผลลัพธ์ครั้งเดียว
ผลลัพธ์ของออเดอร์เดียวไม่สามารถบอกได้ว่าระบบการเทรดของเราทำกำไรได้จริงในระยะยาวหรือไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความคาดหวังทางคณิตศาสตร์ (expectancy) ซึ่งคือค่าเฉลี่ยของกำไรหรือขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้งเมื่อทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ความคาดหวังคำนวณจากอัตราการชนะ (win rate) กำไรเฉลี่ยต่อครั้งที่ชนะ และขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้งที่แพ้ หากค่าความคาดหวังเป็นบวก ระบบมีแนวโน้มทำกำไรในระยะยาว แต่ถ้าเป็นลบ แม้มีออเดอร์ที่ชนะเป็นบางครั้ง สุดท้ายพอร์ตจะขาดทุนสะสม การโฟกัสที่ผลลัพธ์ครั้งเดียวจึงเป็นกับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้เทรดเดอร์ประเมินความสามารถของตนเองผิดพลาด
สำหรับเทรดเดอร์ทองคำ XAU/USD ที่ใช้มือถือในการติดตามตลาด ความคาดหวังระยะยาวยิ่งสำคัญ เพราะการเทรดผ่านจอเล็กมักทำให้ตัดสินใจเร็วขึ้นและถี่ขึ้น การจดบันทึกผลลัพธ์ทุกออเดอร์พร้อมต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง (spread และ swap) จะช่วยให้คำนวณความคาดหวังได้แม่นยำ ตัวอย่างเช่น หากเทรดเดอร์มีอัตราชนะ 60% กำไรเฉลี่ยต่อครั้ง 30 ดอลลาร์ และขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้ง 20 ดอลลาร์ ความคาดหวังต่อการเทรดคือ (0.6 × 30) − (0.4 × 20) = 10 ดอลลาร์ต่อครั้ง นี่คือตัวเลขที่บอกว่าระบบมีศักยภาพทำกำไร ไม่ใช่กำไร 50 ดอลลาร์จากออเดอร์ล่าสุดที่เพิ่งปิดได้
การคำนวณความคาดหวังต้องใช้ข้อมูลจากการเทรดจำนวนมากพอสมควร อย่างน้อย 30–50 ครั้ง เพื่อให้ค่าเฉลี่ยมีนัยสำคัญทางสถิติ และต้องรวมต้นทุนทั้งหมดเข้าไปในกำไรหรือขาดทุนแต่ละครั้งด้วย หากไม่รวม spread และ swap ความคาดหวังที่คำนวณได้จะสูงเกินจริงและนำไปสู่การเพิ่มขนาดออเดอร์ที่เสี่ยงเกินควร เทรดเดอร์ที่ถือทองคำข้ามคืนบ่อยครั้งควรบันทึก swap เป็นต้นทุนแยกต่างหากเพื่อดูผลกระทบที่แท้จริงต่อระบบ การติดตามผลลัพธ์แบบนี้บนมือถือสามารถทำได้ผ่านแอปบันทึกการเทรดหรือสเปรดชีตง่าย ๆ และควรทบทวนทุกสัปดาห์เพื่อปรับกลยุทธ์ตามข้อมูลจริง ไม่ใช่ตามความรู้สึกจากออเดอร์ที่เพิ่งชนะหรือแพ้
ต้นทุนสองด้านที่ผลลัพธ์ของคุณต้องหัก: ส่วนต่างราคาแรกเข้าและค่าธรรมเนียมข้ามคืน
กำไรที่เครื่องคำนวณแสดงก่อนหักต้นทุนจะไม่ใช่เงินเข้าบัญชีจริง เพราะการเปิดสถานะทองคำ XAU/USD มีต้นทุนแรกเข้าคือส่วนต่างราคา (spread) ที่คุณจ่ายทันทีเมื่อเข้าซื้อหรือขาย ส่วนต่างนี้คือช่องว่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งขนาดของมันขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของตลาดในขณะนั้นและบัญชีที่คุณใช้ ไม่ใช่ตัวเลขคงที่ และในวันที่ตลาดผันผวนสูง ส่วนต่างอาจขยายกว้างขึ้นจนกระทบจุดคุ้มทุนของคุณ การคำนวณกำไรจึงต้องเริ่มจากราคาที่คุณเข้าจริงซึ่งรวมส่วนต่างนี้ไว้แล้ว
ค่าธรรมเนียมข้ามคืน (swap) เป็นต้นทุนตัวที่สองที่เกิดขึ้นเมื่อคุณถือสถานะทองคำ XAU/USD ผ่านเที่ยงคืนตามเวลาเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์ อัตรา swap นี้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินคู่ USD และทองคำ รวมถึงนโยบายของโบรกเกอร์ FxPro ที่ให้บริการในไทย โดย swap อาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ ขึ้นกับทิศทางสถานะของคุณและสภาวะตลาด แต่โดยทั่วไปสำหรับทองคำแล้วมักเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย ยิ่งถือข้ามคืนหลายวัน swap ก็ยิ่งสะสมและกัดกร่อนกำไรขั้นต้นของคุณ
สำหรับเทรดเดอร์ในไทยที่ใช้เครื่องคำนวณกำไรบนมือถือ การประมาณต้นทุนทั้งสองอย่างนี้สำคัญมาก เพราะคุณอาจเห็นกำไรในจอแต่ลืมว่ายังต้องจ่าย spread ตอนเข้า และ swap ทุกคืนที่ถือ สูตรคำนวณสุทธิที่แท้จริงคือ (ราคาปิด - ราคาเปิด) × ขนาดสัญญา - spread - swap สะสม โดยที่ขนาดสัญญา 1 lot = 100 oz และ 1 pip = 0.01 จุดทศนิยมของราคาทองคำ ดังนั้นแม้กำไรขั้นต้นจะดูดี แต่ถ้า spread กว้างและถือหลายคืน ตัวเลขสุทธิอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเช็คต้นทุนก่อนเปิดสถานะจึงช่วยให้คุณตั้งเป้ากำไรที่สมจริง
ผลลัพธ์ขั้นต้นกับผลลัพธ์สุทธิ: ตัวเลขไหนคือเงินเข้าบัญชีจริงของคุณ
ผลลัพธ์ขั้นต้น (gross result) คือกำไรหรือขาดทุนที่คำนวณจากส่วนต่างราคาเปิด-ปิดคูณกับขนาดสัญญาเท่านั้น โดยยังไม่รวมต้นทุนการเทรดใด ๆ ตัวเลขนี้จะปรากฏในเครื่องคำนวณหลายตัวที่ให้คุณกรอกราคาเข้าและออกราคาเดียว แต่ในความเป็นจริง เงินที่เข้าบัญชีของคุณหลังปิดสถานะคือผลลัพธ์สุทธิ (net result) ซึ่งต้องหัก spread ที่จ่ายตอนเปิด และ swap ที่สะสมระหว่างถือสถานะ รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ถ้ามี ดังนั้นตัวเลขสองตัวนี้ต่างกัน และเทรดเดอร์มือถือที่ตัดสินใจเร็วอาจพลาดถ้าไม่ดูตัวเลขสุทธิ
สำหรับทองคำ XAU/USD ที่เทรดผ่าน FxPro ในประเทศไทย ผลลัพธ์สุทธิคือสิ่งที่คุณเห็นในบัญชีจริงหลังปิดออเดอร์ เช่น ถ้าคุณซื้อ 0.10 lot (เท่ากับ 10 oz) ที่ราคา 4275.0 แล้วขายที่ 4280.0 กำไรขั้นต้นคือ (4280.0 - 4275.0) × 10 = $50 แต่ถ้า spread ตอนเข้าคือ $0.50 ต่อ oz (เท่ากับ $5 สำหรับ 10 oz) และคุณถือข้ามคืนหนึ่งคืนโดย swap เป็นลบ $1 ต่อคืน กำไรสุทธิจะเหลือ $50 - $5 - $1 = $44 ตัวเลข $44 นี้คือเงินที่เข้าบัญชีจริง ไม่ใช่ $50
การแยกแยะระหว่าง gross และ net สำคัญมากเมื่อคุณคำนวณบนโทรศัพท์ก่อนเปิดสถานะ เพราะคุณต้องรู้จุดคุ้มทุนที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น ถ้าสเปรดและสวอปรวมกันเท่ากับ $6 สำหรับ 0.10 lot จุดคุ้มทุนของคุณไม่ใช่ราคาเปิด แต่เป็นราคาเปิดบวก $0.60 ต่อ oz (เพราะ $6 ÷ 10 oz = $0.60) ดังนั้นคุณต้องให้ราคาขยับเกินจุดนั้นจึงจะเริ่มมีกำไรสุทธิ การใช้เครื่องคำนวณที่ให้คุณใส่ spread และ swap โดยประมาณจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น และป้องกันการปิดออเดอร์เร็วเกินไปเพราะคิดว่ากำไรแล้วแต่จริง ๆ ยังขาดทุนสุทธิ
ต้นทุนในผลลัพธ์: ส่วนต่างราคาแรกเข้าและค่าธรรมเนียมข้ามคืน
ต้นทุนแรกที่ต้องหักจากผลลัพธ์คือส่วนต่างราคาแรกเข้าหรือ spread ซึ่งคือช่องว่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายของทองคำ XAU/USD ที่โบรกเกอร์คิดเมื่อคุณเปิดคำสั่งซื้อขาย ตัวเลข spread ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของตลาด ช่วงเวลาการเทรด และนโยบายของโบรกเกอร์ สำหรับเทรดเดอร์ที่เปิดคำสั่งจากมือถือ ควรตรวจสอบ spread ปัจจุบันบนแอปพลิเคชัน MT4, MT5 หรือ cTrader ทุกครั้งก่อนกด Buy หรือ Sell เพราะ spread ที่กว้างขึ้นจะทำให้ต้นทุนแรกเข้าสูงขึ้นทันที และต้องทำกำไรให้ถึงจุดคุ้มทุนก่อนจึงจะเห็นกำไรสุทธิ
ต้นทุนตัวที่สองคือค่าธรรมเนียมข้ามคืนหรือ swap ซึ่งจะถูกหักหรือจ่ายให้อัตโนมัติเมื่อคุณถือครองคำสั่งข้ามเที่ยงคืนตามเวลาของโบรกเกอร์ ค่า swap คำนวณจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงินในคู่ทองคำ XAU/USD และจำนวน lot ที่ถือครอง โดยจะถูกปรับทุกคืนที่คุณยังไม่ปิดคำสั่ง สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดจากมือถือและอาจลืมปิดคำสั่งก่อนตลาดปิด ควรตั้งการแจ้งเตือนหรือตรวจสอบตาราง swap ในแอปพลิเคชันของ FxPro ก่อนถือครองข้ามคืน เพราะการถือครองหลายคืนอาจสะสมต้นทุนจนกัดกร่อนกำไรที่คำนวณไว้
เมื่อคุณคำนวณกำไรขาดทุนจากราคาที่เคลื่อนไหว ผลลัพธ์ขั้นต้นจะยังไม่รวมต้นทุนสองตัวนี้ การจะได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงเงินเข้าบัญชีจริง คุณต้องนำกำไรขั้นต้นมาหักด้วย spread ที่จ่ายตอนเปิดคำสั่ง และหักหรือบวกค่า swap ที่เกิดขึ้นระหว่างถือครอง วิธีที่ปลอดภัยสำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้มือถือคือเปิดหน้าต่างรายละเอียดคำสั่งในแอปพลิเคชันเพื่อดูค่า spread และ swap จริงที่ถูกบันทึกไว้ จากนั้นนำมาปรับกับผลลัพธ์จากเครื่องคำนวณกำไรขาดทุน เพราะตัวเลขสุทธิเท่านั้นที่บอกได้ว่าคุณจะเหลือเงินเท่าไรหลังปิดคำสั่ง
ข้อสงสัยทั่วไป
กำไรขาดทุนจากทองคำคำนวณเป็นเงินบาทอย่างไร
คำนวณกำไรขาดทุนเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อน โดยใช้สูตร (ราคาออก − ราคาเข้า) × ขนาดสัญญา × จำนวน lot จากนั้นคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ที่คุณใช้จริงกับโบรกเกอร์ เช่น กำไร 100 ดอลลาร์ คูณ 36 บาท/ดอลลาร์ = 3,600 บาท
มูลค่า 1 pip ของ XAU/USD ต่อ 1 lot เท่ากับเท่าไร
มูลค่า 1 pip ต่อ 1 lot มาตรฐานของ XAU/USD เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะ 1 pip = 0.01 และ 1 lot = 100 ออนซ์ ดังนั้น 0.01 × 100 = 1 ดอลลาร์ สำหรับ lot ขนาดอื่นให้คูณตามสัดส่วน เช่น 0.10 lot ได้ 0.10 ดอลลาร์ต่อ pip
ถ้าเปิด short แล้วราคาลง กำไรจะแสดงเป็นบวกไหม
ใช่ เครื่องคำนวณจะสลับสูตรเป็น (ราคาเข้า − ราคาออก) โดยอัตโนมัติเมื่อคุณเลือกทิศทางขาย หากราคาลงต่ำกว่าราคาเข้า ผลต่างเป็นบวก แสดงกำไรเป็นบวก แต่ถ้าราคาขึ้น ผลต่างเป็นลบ แสดงขาดทุน
ต้องใช้เลเวอเรจเท่าไรในการคำนวณกำไรขาดทุน
เลเวอเรจไม่เกี่ยวข้องกับการคำนวณกำไรขาดทุนจากราคา เพราะกำไรขาดทุนขึ้นอยู่กับขนาด lot และการเคลื่อนไหวของราคาเท่านั้น เลเวอเรจมีผลเฉพาะเงิน margin ที่ต้องวางเพื่อเปิดสถานะ เช่น ที่เลเวอเรจ 1:200 ตำแหน่ง 0.10 lot ต้องการ margin ประมาณ $85.50
ทำไมกำไรในแพลตฟอร์มไม่ตรงกับที่เครื่องคำนวณ
ความแตกต่างมักมาจากค่าสเปรด ค่าคอมมิชชัน และค่า swap ที่โบรกเกอร์หักจากกำไรหรือบวกเข้ากับขาดทุน เครื่องนี้คำนวณเฉพาะกำไรขาดทุนจากราคาเท่านั้น ตรวจสอบต้นทุนเหล่านี้ในบัญชีของคุณและนำมาหักออกเพื่อให้ได้ตัวเลขสุทธิ
ดูสิ่งที่คุณทำได้ต่อ
FxPro มีแพลตฟอร์ม MT4, MT5, cTrader และ FxPro Edge รองรับการเทรดทองคำจากมือถือ ฝากเงินผ่านโอนเงินบาทและช่องทางท้องถิ่นอื่น ๆ FxPro ได้รับใบอนุญาตจาก FCA (UK) และ CySEC แต่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย